
เปรียบเทียบ เคาน์เตอร์เพรสซิ่ง vs ถอยลงตั้งรับ ในฟุตบอล
- Good Day's
- 19 views

เคาน์เตอร์เพรสซิ่ง vs ถอยลงตั้งรับ ต่างกันตรงที่เคาน์เตอร์เพรสซิ่ง เน้นกดดันเพื่อแย่งบอลคืนทันทีหลังเสียบอล ส่วนการถอยลงตั้งรับเน้นคืนตำแหน่ง และปิดพื้นที่ ทั้งสองวิธีต่างกันที่จังหวะเข้าหาบอล และความเสี่ยงที่ทีมต้องรับ คล้าย ๆ กับการทำหน้าที่อย่างที่เขียนเปรียบเทียบไปใน เพรสซิ่งสูง vs ตั้งรับแดนกลาง จากบทความก่อนหน้านี้
เคาน์เตอร์เพรสซิ่งพยายามหยุดคู่แข่งก่อนเริ่มสวนกลับ ขณะที่การถอยลงตั้งรับให้ความสำคัญกับการจัดแนวป้องกันให้พร้อมรับการบุก การเลือกใช้ขึ้นอยู่กับตำแหน่งที่เสียบอล ระยะห่างของเพื่อนร่วมทีม และพื้นที่ว่างด้านหลัง โดยทีมสามารถสลับใช้ตามสถานการณ์ได้
เคาน์เตอร์เพรสซิ่งใช้จังหวะหลังเสียบอลเข้ากดดัน ก่อนคู่แข่งจัดการบุกได้ ส่วนการถอยตั้งรับให้ผู้เล่นกลับไปปิดพื้นที่ก่อน FIFA ระบุว่าในฟุตบอลโลกหญิงปี 2019 การแย่งบอลคืน 61% เกิดภายใน 7 วินาทีหลังเสียบอล ตัวเลขนี้ครอบคลุมการแย่งคืนทั้งรายการ ไม่ใช่อัตราสำเร็จของเคาน์เตอร์เพรสซิ่งโดยเฉพาะ (2021-11-04) [1]
เคาน์เตอร์เพรสซิ่งให้คนใกล้บอลเข้ากดดัน ส่วนเพื่อนรอบข้างปิดตัวรับและทางจ่าย ไม่ใช่ทุกคนวิ่งรุมจุดเดียว การถอยตั้งรับเน้นยืนขวางเส้นทางบุกและบังคับให้คู่แข่งเล่นออกด้านข้าง ทั้งสองวิธีต้องปิดทางจ่ายเหมือนกัน แต่ต่างกันที่ความเร่งด่วนในการเข้าถึงคนครองบอล
เมื่อคู่แข่งหลุดการเพรสแรก ทีมควรรวบแนวกลับมาปิดทางบุก ส่วนกรณีถอยไม่ทัน คนใกล้บอลต้องชะลอให้เพื่อนคืนตำแหน่ง ในแบบฝึก 11 ต่อ 10 คนของ FIFA โดยในหัวข้อคำอธิบาย กล่าวว่าทีมสีน้ำเงินต้องพยายามแย่งบอลคืนภายใน 5 วินาทีหลังเสียบอล ตัวเลขนี้เป็นเป้าหมายในแบบฝึก ไม่ใช่กฎบังคับของการแข่งขัน (2022-07-12) [2]

เมื่อเคาน์เตอร์เพรสซิ่ง แนวหลังอาจขยับตามเพื่อไม่ให้เกิดช่องว่างกับแดนกลาง แต่ต้องประเมินว่าคนเข้ากดดันหยุดบอลได้หรือไม่ ส่วนการถอยตั้งรับให้กองหลังลดระดับพร้อมกับผู้เล่นด้านหน้า เพื่อรับมือบอลแทงทะลุ หากถอยเฉพาะแนวหลังโดยแดนกลางไม่ตาม ช่องระหว่างแนวจะเปิดให้คู่แข่งรับบอลง่าย
เคาน์เตอร์เพรสซิ่งเน้นจำกัดพื้นที่รอบจุดเสียบอล เพื่อไม่ให้คู่แข่งพาบอลหรือจ่ายหนีออกมา ส่วนการถอยตั้งรับให้ความสำคัญกับทางเข้ากลางสนามและบริเวณหน้าประตูมากขึ้น อย่างไรก็ตาม คนที่อยู่ใกล้บอลยังต้องช่วยชะลอเกม เพื่อให้เพื่อนกลับไปจัดแนวป้องกันได้ทัน
เคาน์เตอร์เพรสซิ่งเสี่ยงถูกจ่ายผ่านกลุ่มที่เข้ากดดัน ทำให้คู่แข่งโจมตีพื้นที่ด้านหลังได้เร็ว ส่วนการถอยตั้งรับอาจเปิดโอกาสให้อีกฝ่ายครองบอลและบุกซ้ำ หากไม่มีจังหวะออกไปแย่งคืน ความยากจึงขึ้นอยู่กับคู่แข่ง หากแก้เพรสเก่งต้องระวังพื้นที่ด้านหลัง หากเจาะแนวรับเก่งต้องระวังการถอยลึกเกินไป
เคาน์เตอร์เพรสซิ่งต้องเร่งเข้าหาบอล เปลี่ยนทิศทาง และกดดันพร้อมกันในช่วงสั้น ส่วนการถอยตั้งรับอาจต้องวิ่งกลับระยะไกล ก่อนขยับตามบอลเมื่อจัดแนวได้แล้ว จึงสรุปไม่ได้ว่าการถอยประหยัดแรงกว่าเสมอ ภาระขึ้นอยู่กับความถี่ที่เสียบอล ระยะวิ่ง และเวลาที่ต้องป้องกันต่อเนื่อง
หากเคาน์เตอร์เพรสซิ่งแล้วแย่งคืนได้ในแดนบน ทีมมีระยะเข้าประตูสั้นและอาจโจมตีก่อนคู่แข่งคืนตำแหน่ง ส่วนการแย่งคืนหลังถอยลงมาอาจมีพื้นที่สวนกลับมากกว่า แต่ต้องพาบอลผ่านระยะทางไกลขึ้น อย่างไรก็ตาม เคาน์เตอร์เพรสซิ่งเกิดได้ทุกพื้นที่ จึงไม่ได้ทำให้ทีมเริ่มบุกจากแดนบนเสมอ

เมื่อเสียบอลใกล้เพื่อนหลายคน เคาน์เตอร์เพรสซิ่งมีโอกาสทำได้ดี เพราะแบ่งหน้าที่กดดันและปิดทางหนีได้ทัน หากเสียบอลขณะอยู่โดดเดี่ยว การเข้าพรวดอาจเปิดพื้นที่ให้คู่แข่งผ่านง่าย จึงควรชะลอพร้อมให้ทีมถอยจัดแนว โดยพิจารณาด้วยว่ามีใครคอยป้องกันพื้นที่ด้านหลังหรือไม่
ทีมที่มีผู้เล่นอยู่ใกล้กันรอบบอลพร้อมเคาน์เตอร์เพรสซิ่งมากกว่า เพราะเข้าช่วยและปิดช่องจ่ายได้เร็ว ส่วนทีมที่กระจายตัวกว้างระหว่างบุกอาจต้องถอยรวบแนวหลังเสียบอล การยืนชิดเพียงอย่างเดียวไม่พอ ทุกคนต้องรู้หน้าที่ ขณะที่การถอยก็ต้องลดช่องว่างระหว่างแนวให้คู่แข่งเจาะยาก
เคาน์เตอร์เพรสซิ่งเหมาะเมื่อทีมพร้อมกดดันร่วมกันหลังเสียบอล ส่วนการถอยตั้งรับเหมาะเมื่อจำเป็นต้องคืนรูปขบวน ทีมที่รับมือได้ดีต้องเลือกให้ทันสถานการณ์ และเปลี่ยนวิธีเมื่อคู่แข่งหลุดจากการกดดัน

